kasetpp.com kasetpp.com kasetpp.com kasetpp.com kasetpp.com kasetpp.com

ผู้เขียน หัวข้อ: การเลี้ยงเป็ดเนื้อโป่ยฉ่าย  (อ่าน 491 ครั้ง)

ออฟไลน์ admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 562
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
การเลี้ยงเป็ดเนื้อโป่ยฉ่าย
« เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2013, 09:35:09 PM »
การเลี้ยงเป็ดเนื้อโป่ยฉ่าย 0-2 สัปดาห์

          การเลี้ยงเป็ดโป๊ยฉ่ายจะสำเร็จหรือไม่นั้น มีความเกี่ยวข้องกับ การเลี้ยงลูกเป็ดระยะ 2 สัปดาห์แรกเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าลูกเป็ดนั้นถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทำฟาร์มที่อยู่ในความสนใจของเรา ถ้าลูกเป็ดแข็งแรง เติบโตสม่ำเสมอ สมบูรณ์ ไม่อมโรคแล้ว การเลี้ยงในอีก 2 ระยะต่อไปจะไม่ประสบปัญหา ดังนั้นทุกๆ ฟาร์มจึงเอาใจใส่ในระยะแรกนี้อย่างยิ่ง โดยปกติแล้วลูกเป็ดอายุ 0-2 สัปดาห์ มีความต้องการอย่างยิ่งอยู่ 5 อย่างด้วยกัน คือ ความอบอุ่น อาหารที่มีคุณภาพ น้ำสะอาด การป้องกันโรค และการเตรียมพร้อมก่อนนำลูกเป็ดเข้ามาเลี้ยง

1.  การเตรียมพร้อมก่อนนำลูกเป็ดโป๊ยฉ่ายเข้ามาเลี้ยง

        มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เจ้าของฟาร์มจะต้องตระเตรียมไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะนำลูกเป็ดเข้าฟาร์ม  ไม่ใช่ว่าลูกเป็ดส่งมาถึงฟาร์มแล้วเราจึงวิ่งไปหารางน้ำ รางอาหาร แม้แต่อาหารลูกเป็ดก็เช่นเดียวกันจะต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า สิ่งต่อไปนี้จะต้องดำเนินการล่วงหน้า คือ

            -  ทำความสะอาดโรงเรือนและอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับลูกเป็ดระยะแรก โดยการล้างน้ำ ฉีดยาฆ่าเชื้อโรค หรือรมควันฆ่าเชื้อ และนำออกตากแดด การตระเตรียมกรงกก หรือห้องสำหรับกกลูกเป็ด จะต้องตระเตรียมล่วงหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ถ้ากกลูกเป็ดบนพื้นคอกจะต้องเปลี่ยนวัสดุรองพื้นใหม่ทุกๆ ครั้งที่นำลูกเป็ดเข้าคอกกก

            -  การสั่งจองลูกเป็ด  ก่อนที่จะเลี้ยงเป็ดโป๊ยฉ่ายควรจะได้มีการวางแผนว่าควรจะเลี้ยงช่วงใดจึงเหมาะสม และเมื่อตัดสินใจแล้วก็ควรจะสั่งจองลูกเป็ดไว้ล่วงหน้า อาจจะเป็นสัปดาห์หรือแม้แต่เดือนก็ควรกระทำ และควรจะสั่งซื้อสั่งจองจากโรงฟักลูกเป็ดโป๊ยฉ่ายที่มีชื่อเสียง ที่ผลิตลูกเป็ดที่มีคุณภาพ และที่ๆ สั่งจองนั้นจะต้องสั่งลูกเป็ดให้ถึงฟาร์มได้ในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ถ้าหากโรงฟักอยู่ไกลเกินไป การขนส่งลูกเป็ดเกินกว่า 24 ชั่วโมงจึงไม่ควรปฏิบัติ เพราะว่าลูกเป็ดเสียน้ำระเหยออกจากตัวทำให้เป็ดน้ำหนังลดลงมา ซึ่งจะมีผลกระทบต่อความแข็งแรงของลูกเป็ดในระยะเวลาต่อมา

            -  การให้น้ำที่สะอาดแก่ลูกเป็ด ในระยะแรกที่ลูกเป็ดมาถึงฟาร์ม น้ำที่เตรียมไว้ควรจะเป็นน้ำที่สะอาด เช่น น้ำใต้ดิน น้ำบาดาล หรือน้ำบ่อน้ำตื้น หรือน้ำฝน  เป็นน้ำที่สะอาด โดยใส่ในถังหรือขวดใส่น้ำเป็ดและไก่ ควรหลีกเลี่ยงให้ลูกเป็ดโป๊ยฉ่ายกินน้ำประปา ทั้งนี้เพราะว่าลูกเป็ดจะตาย หรืออ่อนแอมากเมื่อได้กินน้ำที่มีสารเคมีคลอรีนที่สำหรับฆ่าเชื้อโรคในน้ำประปา ถ้าหากว่ามีความจำเป็นจะต้องใช้น้ำประปาเลี้ยงลูกเป็ดระยะแรกแล้ว ก็อาจจะทำได้โดยเปิดน้ำเก็บไว้ในถึงเป็นเวลานานข้ามคืน

2.  โรงเรือนและอุปกรณ์

           โรงเรือนและอุปกรณ์จะต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าที่สำคัญๆ ได้แก่

            -  โรงเรือนที่ใช้กกลูกเป็ด ควรจะเป็นโรงเรือนที่สามารถป้องกันลมและฝนได้พร้อมทั้งจะต้องป้องกันสัตว์ต่างๆ ที่เป็นศัตรู และเป็นพาหนะนำเชื้อโรคมาสู่ลูกเป็ด เช่น สุนัข แมว หนู นกต่างๆ

            -  การระบายอากาศ โรงเรือนควรจะมีช่องระบายอากาศที่ดี ส่วนใหญ่แล้วโรงกลูกเป็ดมักจะเป็นโรงเรือนที่มีฝา ประตูและหน้าต่างค่อนข้างจะมิดชิด เพื่อเก็บความอบอุ่น และป้องกันลมแรงด้วยเหตุนี้จึงต้องมีช่องระบายลมที่ดีเพื่อไล่อากาศเสียออกไป แล้วมีอากาศสดชื่นเข้ามาแทนที่ การระบายอากาศนับว่ามีความสำคัญมากเพราะว่ามันเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพลูกเป็ด ความชื้นและการแพร่เชื้อโรค นอกจากนี้ยังทำให้พื้นที่คอกแห้ง เหมาะแก่การเลี้ยงลูกเป็ดได้อีกด้วย

            -  การกกลูกเป็ดโป๊ยฉ่าย การกกลูกเป็ดเราอาจจะกกบนพื้นดินที่โรยด้วยแกลบ ขี้เลื่อย ฟาง หรือซังข้าวโพดบด วางหนาประมาณ 1-2 นิ้ว หรืออาจจะเป็นพื้นที่มีดินทรายรองพื้นก็ได้ การกกควรจะแบ่งลูกเป็ดออกเป็นคอกๆ ละประมาณ 150-200 ตัว โดยใช้แผงไม้ขัดแตะหรือแผงกระดาษ หรือแผงพลาสติก สูงประมาณ 1 ฟุตก็พอ เพื่อกั้นระว่างคอกป้องกันลูกเป็ดนอนสุมกองกันจะทำให้ตายมาก โดยเฉพาะในเวลากลางคืน  ขนาดของคอกขึ้นอยู่กับอายุของลูกเป็ด โดยเป็ดอายุ 0-1 สัปดาห์ พื้นที่ 1 ตารางเมตร กกได้ 30 ตัว ถ้าอายุ 1-2 สัปดาห์ พื้นที่ 1 ตารางเมตร กกได้ 23 ตัว และอายุ 2-3 สัปดาห์ ใช้อัตราส่วน 15 ตัว/พื้นที่ 1 ตารางเมตร แหล่งของความร้อนที่ใช้กกลูกเป็ดอาจจะใช้หลอดไฟฟ้าขนาด 60 วัตต์ 2 หลอด/ลูกเป็ด 200 ตัว หรืออาจจะใช้กกที่ใช้แก๊ซก็ยังได้ นอกจากนี้เรายังกกลูกเป็ดในตะกร้าไม้ไผ่ กล่องกระดาษ หรือสุ่มไก่ โดยมีหลักว่าใช้ผ้าหรือกระสอบคลุมเพื่อความอบอุ่นให้ลูกเป็ด เรากกลูกเป็ดเพียง 1-2 สัปดาห์ เท่านั้นก็พอ โดยเฉพาะฤดูร้อนอาจจะกกเพียง 9-10 วันก็พอ แต่ฤดูหนาวอาจจะกก 10-20 วัน  ที่ให้ผลดีและถือปฏิบัติกันในไต้หวัน คือ กกลูกเป็ดใสโรงกก 9-10 วันแล้วปล่อยออกไปเลี้ยงในบ่อน้ำ ให้นอนให้กินอยู่รอบๆ บ่อน้ำตั้งแต่นั้นมาจนถึงอายุส่งตลาด 10 สัปดาห์ อุณหภูมิที่ใช้กกขึ้นอยู่กับอายุเป็ดและอุณหภูมิของอากาศ มีรายละเอียดในตารางที่ 1

             ตารางที่  1    แสดงอุณหภูมิที่เหมาะสมในการกกลูกเป็ดโป๊ยฉ่ายอายุ 0-3 สัปดาห์

อายุ   อากาศร้อน   อากาศเย็น
องศา F   องศา C   องศา F   องศา C
1 วัน   95   35   95   35
2-7 วัน   95~90   35~32   95~90   35~32
1-2 สัปดาห์   90~80   32~26   90~80   32~26
2-3 สัปดาห์   หยุดกก   80~75   26~23
            -  วัสดุรองพื้นคอกกก ถ้าบนพื้นดินควรรองพื้นด้วยวัสดุที่ดูดซับความชื้นได้ดี เช่น แกลบ ขี้เลื่อย ดินทราย ซังข้าวโพด การจัดการด้านวัสดุรองพื้น นับว่าสำคัญมากเช่นเดียวกับการควบคุมความอบอุ่น วัสดุรองพื้นที่เปียกชื้น ควยจะนะมาไปทิ้ง หรือไม่เติมวัสดุลงไปอีก โดยเฉพาะวัสดุที่อยู่ใกล้ขวดน้ำ หรือกกมักจะเปียกน้ำจากการที่ลูกเป็ดชอบเล่นน้ำหกเปียกชื้น ดังนั้นจึงต้องหาวิธีป้องกันในไต้หวันมีวิธีการกก โดยวิธียกพื้น คือ พื้นที่ๆ จะใช้กกลูกเป็ดเขาจะยกพื้นสูงประมาณ 10-15 ซ.ม, แล้วปูพื้นด้วยตาข่ายพลาสติก หรือลอดตาข่าย หรือไม่บางแห่งก็เป็นพื้นไม้ขัดแตะ วิธีนี้น้ำที่หกหรือตกหล่นจะไหลลงพื้นและน้ำเหล่านี้ก็จะถูกำจัดออกไปนอกคอก โดยทำพื้นให้เอียง หรือไม่ก็ฉีดน้ำไล่ออกไปก็ได้นับว่านิยมกันมากในปัจจุบัน

            -  ความชื้นภายในคอกลูกเป็ดอยู่ประมาณ 65-75% ถ้าหากความชื้นภายในคอกสูงเกินไป ควรจะต้องปรับช่องระบายอากาศให้กว้างขึ้น  หรือทำให้ลมพัดเข้าออกให้มากขึ้น เพื่อลดความชื้นให้ลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม

            -  การปล่อยให้ลูกเป็ดเล่นน้ำ ในระยะแรกๆ 1-3 สัปดาห์ ลูกเป็ดจะยังไม่จำเป็นที่จะเล่นน้ำ อาบน้ำ เราจึงกกไว้ในโรงกกก่อนทั้งนี้เพราะว่าเมื่อเล็กๆ นี้ อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการใช้น้ำในร่างกายของลูกเป็ดยังไม่พัฒนา เราจึงเลี้ยงโดยไม่ให้เล่นน้ำ แต่ว่ามีบางกรณีลูกเป็ดเปื้อน สกปรกอาจจะสาเหตุอันใดไม่ทราบได้ เราอาจจะให้ลูกเป็ดลงเล่นน้ำได้เพื่อล้างสิ่งสกปรก อาบน้ำ โดยปล่อยให้ลงเล่นน้ำในเวลาที่มีแสงแดดจัด เช่น ใกล้เที่ยง หรือบ่าย 1-2 โมง และจำกัดให้เล่นน้ำเพียง 5-10 นาที แล้วไล่ขึ้นมาตากแดดให้ขนแห้ง แล้วจึงต้อนให้เข้าไปคอกกกต่อไป

            -  การให้แสงสว่าง แสงสว่างนับว่ามีความสำคัญต่อการเลี้ยงลูกเป็ดมาก ในระยะแรกเราจำเป็นต้องให้แสงสว่างตลอดเวลา โดยอาศัยไฟจากกรงกกในเวลากลางคืน ส่วนกลางวันก็ใช้แสงธรรมชาติ การให้แสงอย่างต่อเนื่องตลอดวันระยะอายุ 2 วันแรกจะช่วยให้ลูกเป็ดได้กินน้ำและอาหารเพียงพอ ทำให้ลูกเป็ดแข็งแรงแสงสว่างที่ให้ในเวลากลางคืนเราใช้หลอดไฟนีออน ขนาด 20 วัตต์ หรือหลอดสว่างขนาด 60 วัตต์ ต่อพื้นที่คอกกก 30 ตารางเมตร

            -  การให้อาหารและการให้น้ำ ลูกเป็ดโป๊ยฉ่ายระยะ 2 วันแรก ควรให้อาหารผสมชนิดผงคลุกน้ำพอหมาดๆ ใส่ในภาชนะแบนๆ มีขอบเตี้ยๆ เช่น ถาดสังกะสี หรือไม่ก็โรยกล่องกระดาษที่ส่งลูกเป็ดแต่แกะกล่องกระดาษให้วางเรียบๆ บนพื้น อาหารควรเป็นอาหารลูกเป็ดระยะแรกอายุ 0-3 สัปดาห์ เป็นอาหารที่มีโปรตีน 17-17% พลังงานที่ได้2,890 M.E. Kcal/Kg. อาหารและน้ำควรจะวางอยู่ใกล้ไฟกกห่าง 30-50 ซม. เพื่อให้ลูกเป็ดได้กินอาหารได้สะดวกและอยู่ใกล้ไฟ พอเป็ดอายุมากขึ้นเป็น 30 วันขึ้นไป ก็ให้ลูกเป็ดกินอาหารในถึงที่ใช้สำหรับเลี้ยงลูกเป็ด และอาหารก็เปลี่ยนเป็นอาหารชนิดเม็ดจะทำให้ลูกเป็ดกินอาหารได้มากขึ้น และประสิทธิภาพการใช้อาหารก็ดีกว่าอาหารชนิดผง 20-30 % เป็นการลดต้นทุนการผลิต ถังใส่อาหารขนาด 5 กก. จำนวน 3 ถัง พอเหมาะกับการเลี้ยงลูกเป็ด 100 ตัว การให้อาหารและน้ำหลังจาก 2 วันแรก ให้วางอาหารค่อยๆ ห่างออกจากไฟกก 1.5-2 เมตร และขยับให้ห่างออกเรื่อยๆ สุกท้ายให้ห่างมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การให้น้ำควรใส่ในขวดพลาสติก สำหรับให้น้ำเป็ดและไก่ที่มีจำหน่ายในตลาดและให้วางอยู่ใกล้อาหาร น้ำที่ให้ควรเป็นน้ำที่สะอาดปราศจากสารเคมีคลอรีน  ปัจจุบันมีการให้น้ำแบบอัตโนมัติ น้ำส่งมาตามท่อแต่มีก๊อกน้ำเล็กๆ และมีถ้วยพลาสติกสำหรับรับรองน้ำ 4-5 ซม. รองน้ำให้เป็ดได้กิน ที่ก๊อกจะมีสปริงและนมหนูปิดน้ำอัตโนมัติ เมื่อลูกเป็ดอยากกินน้ำลูกเป็ดจะใช้จงอยปากกดหรือไขไปบนหัวนมหนูหรือสปริง แล้วน้ำจะไหลออกมาให้ลูกเป็ดกิน ถ้าลูกเป็ดไม่ทำอะไรบนหัวนมหนูและสปริงน้ำก็ไม่ไหลออกมา โดยปกติแล้วเราจะให้อัตราส่วนของลูกเป็ด 10-12 ตัวต่อก๊อกน้ำอัตโนมัติ 1 อัน การวางก๊อกน้ำควรจะวางให้สูงระดับหลังของเป็ด เมื่อเป็ดโตขึ้นก็ขยับให้สูงขึ้น ถังน้ำ ขวดน้ำ รางน้ำ ควรทำความสะอาดทุกวันๆ ละ 1-2 ครั้ง

            -  สิ่งที่ควรปฏิบัติเมื่อเป็ดโป๊ยฉ่ายมาถึงฟาร์มการวางแผนล่วงหน้าในเรื่องต่างๆ ก่อนที่ลูกเป็ดจะมาถึงฟาร์มเป็นหน้าที่ของเจ้าของฟาร์ม ซึ่งจะต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะว่าถ้าไม่ตระเตรียมการไว้ก่อน เมื่อลูกเป็ดมาถึงฟาร์มจะทำให้การทำงานไม่เป็นขั้นตอน และยุ่งเหยิงมีผลเสียต่อลูกเป็ดในภายหลัง อันดับแรกเมื่อเป็ดมาถึงฟาร์มควรจะถามพนักงานขับรถก่อนว่าไปส่งที่ฟาร์มไหนมาบ้าง ถ้าหากรถคันนั้นไปส่งลูกเป็ดมาหลายๆ แห่งแล้ว เราก็ไม่ควรให้รถนั้นเข้าไปในฟาร์มของเรา ถ้าให้เข้าก็ต้องฉีด-พ่น ยาฆ่าเชื้อก่อน  ทางที่ดีเราให้คนงานของเราขนลูกเป็ดเข้าไปในฟาร์มเอง ไม่ควรให้ผู้อื่นที่มาขับรถส่งลูกเป็ดทำ ลูกเป็ดควรจะมาถึงฟาร์มในเวลาเช้า เพื่อจะได้มีเวลาสอนให้ลูกเป็ดได้กินน้ำ กินอาหาร และอยู่ใกล้ไฟกก ถ้ามาเวลากลางคืนลูกเป็ดจะไม่กินอาหาร-น้ำ และไฟกก ทำให้ลูกเป็ดนอนหนาวสุมกันเป็นกอง และตายจำนวนมาก เมื่อลูกเป็ดมาถึงและนำออกวางในกรงกก เราควรจะสำรวจดูว่าลูกเป็ดแข็งแรงดีหรือไม่ มีตัวอ่อนแอไหม เมื่อเห็นก็แยกไว้ต่างหาก ก่อนนำลูกเป็ดลงกรงกก ควรหยอดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับ (DVH) ตั้งแต่วันแรก ในขณะเดียวกันเราควรจะตัดปากลูกเป็ดไปพร้อมๆ กับการทำวัคซีน โดยใช้เครื่องตัดปากไก่ที่มีขายและใช้กันทั่วๆ ไปในฟาร์มไก่ การตัดปากลูกเป็ดจะไม่เหมือนตัดปากไก่ คือ การตัดปากลูกไก่จะใช้ใบมีดที่คมและร้อน ตัดจงอยปากส่วนบนออกประมาณ 1 ใน 3 ของความยาวปากบน ส่วนการตัดปากเป็ดจะเป็นการใช้ใบมีดที่ร้อนจัดนั้นจี้ลงไปบนปุ่มนูนๆ อยู่ปลายจงอยปากบนของลูกเป็ดนานประมาณ 2-3 นาที เพื่อให้บริเวณจงอยปากส่วนนี้เนื้อตายไม่เจริญเติบโตยาวออกเท่ากับปากส่วนล่าง จึงทำให้ระยะอายุต่อไป ปากส่วนบนจะสั้นกว่าปากล่าง การตัดปากลูกเป็ดจะช่วยให้เป็ดไม่กินขนกันและไม่จิกกัน

            ทันทีที่ลูกเป็ดปล่อยลงพื้นของกรงกกสิ่งแรกที่ควรจะสอนลูกเป็ด คือ สอนให้ลูกเป็ดกินน้ำและเราจะต้องให้น้ำลูกเป็ดกินก่อนอาหาร 3 ชั่วโมง โดยหลักการแล้วเราจะให้ลูกเป็ดกินน้ำภายในเวลา 24 ชั่วโมง แม้ว่าลูกเป็ดจะมีชีวิตอยู่ได้ถึง 3 วัน โดยไม่กินน้ำ และอาหารก็ตาม แต่เราควรจะให้ลูกเป็ดได้กินน้ำให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันลูกเป็ดแห้งตาย อันเนื่องมาจากการระเหยน้ำออกจากร่างกายมากๆ ลูกเป็ดจะมีน้ำหนักเบา และอ่อนแอ เลี้ยงยาก เมื่อเห็นลูกเป็ดตัวใดกินน้ำไม่เป็น เราควรจะจับปากลูกเป็ดจุ่มลงในน้ำเพื่อให้ลูกเป็ดรู้ ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นลูกเป็ดจำนวนมากไม่รู้จักกินน้ำ ในทางปฏิบัตินอกจากเราจะเอาน้ำไว้ให้ลูกเป็ดกินอยู่ใกล้ๆ เครื่องกก ชาวนายังจะต้องคลุกอาหารด้วยน้ำอย่างหมาดๆ โปรยบนแผ่นภาชนะแบนๆ หรือกระดาษแข็งใกล้ๆ เครื่องกกด้วย เพื่อให้เป็นที่แน่ชัดว่าลูกเป็ดทุกตัวได้กินทั้งน้ำและอาหาร




ออฟไลน์ admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 562
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
Re: การเลี้ยงเป็ดเนื้อโป่ยฉ่าย
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2013, 09:36:19 PM »
เป็ดโป๊ยฉ่ายอายุ 3-8 สัปดาห์

 เป็ดโป๊ยฉ่ายอายุ 3-8 สัปดาห์ เป็นช่วงอายุที่มีการเจริญเติบโตสูงมาก หลังจากระยะนี้ไปแล้วการเจริญเติบโตจะลดลง ดังนั้นในช่วงอายุของเป็ดดังกล่าวนี้ เราควรจะเอาใจใส่เป็นพิเศษ เพราะเป็นระยะที่จะทำให้เราเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ต่อการลงทุนว่าจะมีมากน้อยหรือขาดทุน ถ้าหากเราจัดการไม่ถูกวิธีก็จะทำให้ได้กำไรน้อยหรือขาดทุน แต่ในทางตรงกันข้ามกลับทำให้เราได้กำไรมหาศาล ดังนั้นการเลี้ยงเป็ดโป๊ยฉ่ายระยะนี้จึงมีสิ่งต่างๆ ที่เราจะต้องคำนึงและปฏิบัติเป็นเนืองนิจ คือ

        1.  โรงเรือนและสถานที่เลี้ยงเป็ดโป๊ยฉ่ายระยะ 3-8 สัปดาห์ สามารถเลี้ยงได้ทั้งที่โรงเรือนป้องกันแดดและฝน หรือเลี้ยงในกลางแจ้งไม่มีร่มเงาให้อยู่ก็ได้ ส่วนที่เลี้ยงในโรงเรือนก็เลี้ยงเหมือนกับไก่เนื้อ แต่ว่าจะต้องมีน้ำให้เป็ดได้อาบและกินอยู่ข้างๆ นอกชายคาของโรงเรือน น้ำที่ให้นี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นน้ำจำนวนมากๆ และลึกจนเป็ดลงเล่นและว่ายไม่ได้ เราอาจจะให้น้ำลึกเพียง 30-40 ซม. พอที่เป็ดกึ่งเดินกึ่งวิ่งได้ ถ้าเป็นน้ำที่ไหลผ่านตลอดวันได้ยิ่งดี จะทำให้น้ำไม่สกปรก ขนาดความกว้างของที่ให้น้ำประมาณ 1-2 เมตรยาวตลอดความยาวของโรงเรือน ระหว่างขอบสระกับบริเวณภายใต้พื้นที่ของระเบียงนั้น ทำเป็นร่องระบายน้ำเสียที่มีด้านบนวางด้วยตะแกรงพลาสติกหรือแค่ไม้ตีห่างกันประมาณ 1-1.5 นิ้ว เป็นที่เช็ดตีนเป็ดขึ้นมาจากน้ำ ทำให้น้ำที่ติดมากับตีน ลำตัว ขน ลงไปในร่องระบายแล้วเราก็สามารถชะล้างได้เมื่อจำเป็นที่เห็นว่าสกปรก และมีกลิ่นเหม็นมาก ถ้าหากได้ออกแบบมาตั้งแต่ต้น โดยทำให้มีระดับลดต่ำลงก็สามารถระบายน้ำเสียทิ้งได้ตลอดเวลา วิธีการเลี้ยงเป็ดในโรงเรือนนี้ส่วนใหญ่แล้วเขานำมาใช้กับการเลี้ยงเป็ดพ่อ-แม่พันธุ์มากกว่านำมาเลี้ยงเป็ดขุนส่งตลาด เพราะว่าเป็นการลงทุนสูงมาก โดยเฉพาะโรงเรือนมีราคาแพงมาก ถ้าหากจะสร้างโรงเรือนแบบหลังคาสองชั้นดีที่สุด แต่อย่างไรก็ดีถ้าไม่ได้สองชั้นก็เป็นหลังคาชั้นเดียวก็ได้ไม่เป็นไร โรงเรือนสูงหน้าจั่ว 8 เมตร ด้านข้างสูง 6 เมตร และกว้าง 20 เซนติเมตร ยาว 100 เมตร มีรั้วตาข่ายสูง 0.5-1 เมตร รอบนอกบ่อน้ำที่ให้เป็ดเล่น ส่วนโรงเรือนปล่อยโล่งไม่มีฝากั้น นับว่าเป็นขนาดที่มาตรฐานเลี้ยงเป็ดได้ 8,000-9,000 ตัว หรือตารางเมตรละ 4 ตัว ข้อสำคัญของการสร้างโรงเรือน คือ ทำอย่างไรจึงจะไม่ให้พื้นดิน ภายในโรงเรือนมีความชื้นสูงหรือเปียกชื้นเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคเชื้อรามีกลิ่นเหม็น และทำให้ขนสกปรกดูไม่ดี ขนมีคุณภาพต่ำขายไม่ได้ราคา ทั้งนี้เพราะว่าการเลี้ยงเป็ดนั้นเราหวังผลกำไรจากการขายขนเป็ดด้วย ซึ่งมีราคาดีเป็นที่ต้องการของตลาดมาก โดยเฉพาะขนเล็กๆ นุ่มๆ รอบลำตัวและใต้ท้อง เขานำไปฟอกและทำเสื้อกันหนาวราคาแพง

        นอกจากการเลี้ยงเป็ดโป๊ยฉ่ายในโรงเรือนแล้ว ยังเป็นที่นิยมกันมาก คือ การเลี้ยงเป็ดกลางแจ้ง ไม่มีโรงเรือน แม้ร่มเงาต้นไม้ให้อยู่ส่วนใหญ่แล้วเขาจะเลี้ยงเป็ดร่วมกับการเลี้ยงปลา เช่น ปลานิล นับว่าเป็นการเลี้ยงแบบผสมผสานที่ได้ผลอย่างมาก และเป็นที่ทดสอบทดลองแล้วว่าคุ้มค่าต่อการลงทุน เกษตรกรไต้หวันจะขุดบ่อเลี้ยงปลาตามมาตรฐานของกรมประมงแนะนำ รอบๆ บ่อปูด้วยก้อนอิฐกันดินของบ่อพัง และเป็ดเกาะขึ้นจากหรือลงน้ำได้สะดวก และไม่ทำให้ขอบแฉะ หรือเปรอะเปื้อนเนื่องจากเป็ดขึ้นๆ ลงเล่นน้ำ นอกจากนี้ยังเป็นที่เป็ดพักผ่อนอีกด้วย โดยปกติแล้วเขาจะเลี้ยงเป็ด 4,000 ตัวต่อบ่อปลาขนาด 6.5 ไร่ และและเลี้ยงปลานิลได้ 30,000 ตัว เป็ดกินอาหารแล้วถ่ายมูลลงน้ำทำให้น้ำมีคุณสมบัติเหมาะสมกับการเกิดอาหารของปลา การเลี้ยงเป็ดจำนวนนี้ 4,000 ตัว เราให้อาหารเป็ดวันละ 50-60 กก. ทำให้เราสามารถลดค่าใช้จ่ายอาหารของปลาลงได้ 25% เมื่อเทียบกับการเลี้ยงปลาโดยไม่มีเป็ดเป็นที่น่าสังเกตว่าเกษตรกรที่เลี้ยงเป็ดร่วมกับการเลี้ยงปลานี้ ดูแล้วเป็ดสวยงาม ขนสะอาดมาก การเจริญเติบโตของขนเป็ดดีมาก ขนไม่หักไม่งอ และเป็นมันวาว ซึ่งเป็นที่ต้องการของเกษตรกรมาก นอกจากนี้เกษตรกรยังจะต้องสูบน้ำเติมเข้าบ่อเป็นระยะๆ เมื่อเห็นว่าน้ำในบ่อลดและดูว่าน้ำจะเน่าหรือน้ำจะเสียเป็นอันตรายต่อปลา ส่วนเป็นนั้นเขาก็ปล่อยให้อยู่ในบ่อและรอบๆ บ่อแล้วแต่เป็ดต้องการเป็นแต่เพียงว่าล้อมบ่อ หรือกั้นบริเวณไม่ให้สัตว์อื่นมารบกวน และกัดเป็ดเป็นใช้ได้ ส่วนอาหารที่ให้ก็เป็นอาหารชนิดเม็ดและเขาวางอาหารไว้เป็นที่ๆ อยู่ห่างจากบ่อน้ำ 100-200 เมตร คือ ให้ห่างมากๆ ยิ่งดี ไม่เหมือนกับการเลี้ยงไก่เนื้อ หรือไก่ไข่ที่ให้น้ำหนักและอาหารอยู่ใกล้ๆ ตัวไก่ แต่เป็ดเขาจะให้วางอยู่ไกลมากๆ ยิ่งดี แต่อาหารที่ให้ควรจะกำหนดไว้เป็นที่เป็นทางไม่ใช่ย้ายที่อยู่ทุกๆ วัน เพื่อให้เป็ดจำได้ว่ามันเคยกินที่ไหนมันก็จะไปที่นั่น

        เกษตรกรบางราย จะเลี้ยงเป็ดตามริมฝั่งแม่น้ำที่ไหลผ่านที่ของเกษตรกร เขาจะปล่อยให้เป็ดอาศัยอยู่ตามร่มเงาต้นไม้ขึ้นอยู่ริมฝั่งเป็ดจะขึ้นๆ ลงๆ น้ำ ตามต้องการ อาหารเขาก็กองไว้บนพื้นดินอยู่ห่างจากฝั่งไกลๆ ดูๆ แล้วนับว่าการเลี้ยงเป็ดโป๊ยฉ่ายนี้ง่ายมากจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับการเลี้ยงเป็ดไข่และไก่ทั้งไก่เนื้อและไก่ไข่อัตราการตายก็ต่ำ เกษตรกร 2-3 คนเลี้ยงเป็ดได้เป็นหมื่นๆ ตัว บางรายเลี้ยงถึง 100,000 ตัว ใช้คนเพียงไม่กี่คน อาหารก็กองไว้เป็นจุดๆ น้ำก็เปิดให้ไหลรินตลอดเวลา เมื่อเป็ดได้ขนาดขนขึ้นเต็มตัวก็สั่งโรงฆ่าเป็ดมาจังส่งโรงฆ่าต่อไป ซึ่งรถจับเป็ดก็เป็นผู้ที่มีความชำนาญกับการขนส่ง และการบรรทุกเป็ด ซึ่งเขาก็ทำเองเกือบทั้งหมดแทบว่าเจ้าของฟาร์มไม่ได้ทำอะไรเลย บางฟาร์มเราถามว่าเป็ดตายเท่าไรเขาตอบว่าตายน้อยมาก เช่น เลี้ยงเป็ด 100,000 ตัว เป็ดตาย 100-200 ตัวเท่านั้น

        2.  อาหารและการให้อาหารเป็ดโป๊ยฉ่ายอายุ 3-8 สัปดาห์ เป็นระยะนี้เป็นระยะที่มีการเจริญเติบโตสูง ในด้านปฏิบัติเราจะให้อาหารผสมชนิดเม็ดมีโปรตีน 14-17% พลังงานที่ใช้ได้ 3,125 กิโลแครอรี่ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม การใช้อาหารเม็ดทำให้เป็ดกินได้มากและประสิทธิภาพการใช้อาหารสูง ซึ่งดีกว่าอาหารชนิดผง 20-30% เป็นการเพิ่มผลกำไรไปในตัวอาหารที่ให้ วิธีการให้อาหาร เกษตรกรจะวางอาหารให้อยู่ห่างจากบ่อน้ำ หรือที่ๆ อาบน้ำ ริมฝั่งแม่น้ำที่เป็ดใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวัน บางแห่งวางห่าง 100-200 เมตร อาหารอาจจะวางกองบนพื้นดินมีแกลบ หรือผ้าใบรอง หรือไม่ก็ใส่ในถึงอาหารทรงสูงให้อาหารไหลลงมายังรางรองรับเมื่อเป็ดกินอาหารหมด ซึ่งทั้งหมดเป็นรูปแบบของการให้อาหารที่เป็ดช่วยเหลือตนเอง ถ้าหากให้อาหารด้วยมือเกษตรกรจะให้วันละ 2-3 ครั้ง บางแห่งจะใส่ถังอาหารให้เป็ดกินตลอดวัน แต่เท่าที่สังเกตเป็ดจะชอบเล่นน้ำมากว่ากินอาหาร เมื่อหิวก็จะเดินเป็นแถวขึ้นมากิน ส่วนใหญ่จะเป็นเวลาเช้าและบ่ายเย็นๆ สิ่งที่ควรจะทราบคือ จุดที่ให้อาหารควรจะกำหนดตายตัว เพื่อให้เป็ดจำได้ และที่ๆ ให้อาหารแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าตลอดคืน เพื่อให้เป็ดได้กินอาหาร หรืออาหาร หรือกินแมลงที่มาเล่นไฟ สูตรอาหารเป็นสูตรอาหารที่มีแร่ธาตุ ไวตามิน และส่วนประกอบของอาหารครบตามความต้องการของเป็ดอายุ 3-8 สัปดาห์ ซึ่งแสดงไว้ในตารางที่ 4-8

        3.  การให้น้ำเป็ดโป๊ยฉ่าย เป็ดโป๊ยฉ่ายต้องการทั้งน้ำดื่มและน้ำอาบเพื่อทำความสะอาดขน และน้ำสำหรับว่ายเล่น น้ำมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในฤดูร้อนจำเป็นจะต้องมีน้ำให้เป็ดได้อาบและว่ายเล่น ทั้งนี้เพราะว่าจะทำให้ขนของเป็ดสะอาด ไม่แห้ง แตกและเปราะ หรือขนมีคุณภาพดีขายได้ราคา นอกจากนี้ยังพบว่าทำให้เป็ดกินอาหารได้มากขึ้น อย่างไรก็ดีการเลี้ยงเป็ดโดยไม่มีน้ำอาบและเล่นไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพการใช้อาหาร และการเจริญเติบโตลดลงแต่อย่างใด เป็นแต่มีผลต่อคุณภาพของขน หลักการให้น้ำทั้งดื่มและเล่น ควรแยกกันใช้ชัดเจน เช่น น้ำสะอาดที่สูบปล่อยลงบ่อปลาควรจะผ่านร่องน้ำที่จัดไว้ให้เป็ดดื่มกินก่อนปล่อยลงบ่อ เป็นต้น

        4.  เป็ดกินขนกันและปลายปีกเก การแหบและจิกขนกันของเป็ดระยะเจริญเติบโตนับว่าเป็นเรื่องปกติของการเลี้ยงเป็ด สาเหตุของการจิกกันมีสาเหตุหลายๆ อย่างเช่น ให้อาหารไม่ครบหมวดหมู่ตามความต้องการของร่างกาย อาหารไม่ได้สัดส่วน อาหารมีเยื่อใยมากวิธีการแก้ปัญหาที่ได้ผลคือ การจี้ปลายปากบนของเป็ด เมื่ออายุ 1 วัน ด้วยความร้อนจะช่วยได้มากที่สุด ถ้าไม่จี้ระยะอยู่ในกรงกก แต่มาทำในตอนหลังจะสิ้นเปลืองแรงงานและเวลามาก ส่วนเป็ดที่มีปลายปีกชี้ออกด้านข้างๆ หรือชี้ลงดิน เรียกอีกอย่างคือ ปีกเก ปีกบิดเบี้ยว ไม่ได้รูปนั้นสาเหตุมาจากที่เป็ดกินอาหารที่มีพลังงานสูง ทำให้ปลายปีกเจริญเติบโตไม่ดีแต่ขนปีกที่มีรูปร่างใหญ่ๆ และยาวเรียงบนปีกนั้นจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีน้ำหนัก ทำให้ปลายปีกที่เติบโตช้าไม่แข็งแรงรับน้ำหนักไม่ไหว จึงทำให้ปลายปีกบิด-งอขึ้นชี้ออกไม่อยู่ในรูปปกติ บางตัวปลายปีกจะชี้ลงดินเป็นต้น

        5.  การป้องกันโรคเป็ดอายุ 3-8 สัปดาห์ เป็ดโป๊ยฉ่ายนับว่าเป็นสัตว์ที่มีโรคบังเบียดน้อยกว่าสัตว์ปีกชนิดอื่น เช่น ไก่ โรคเป็ดที่สำคัญในภูมิภาคพื้นเอเชีย คือโรคไวรัสตับของเป็ด โรคเพล๊กเป็ด และโรคอหิวาต์ ซึ่งทั้งสามโรคเกิดมากที่สุดและทำลายมากที่สุด โรคไวรัสตับของเป็ดจะเป็นเฉพาะลูกเป็ดอายุต่ำกว่า 4 สัปดาห์ ถ้าอายุเกิน 4 สัปดาห์แล้วจะไม่เป็น ถ้าเป็นกับลูกเป็ดแล้วจะตาย 100% โรคไวรัสตับของลูกเป็ดนี้ ภูมิต้านทานสามารถถ่ายทอดจากแม่มาให้ลูกได้ ดังนั้นวิธีป้องกันการฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ในแม่เป็ด เมื่อแม่เป็ดอายุ 18-20 สัปดาห์ หรืออายุก่อนเริ่มไข่เล็กน้อย ส่วนโรคเพล๊กในเป็ดนั้นจะเป็นเป็ดใหญ่ เมื่อเกิดโรคระบาดจะตายจำนวนมากมีการทำลายสูงเป็นที่หวาดกลัวต่อเกษตรกรอย่างยิ่ง เป็ดใหญ่จะมีอาการเจ็บขาเดินไม่ได้ เดินหยุดเดินหยุด กระหายน้ำ และหายใจหอบ เมื่อผ่าซากดูจะพบว่าเป็ดจะมีเลือดออก เป็นจุดๆ ที่กล้ามเนื้อหัวใจเลือดออกลำไส้ส่วนท้ายๆ พร้อมกับตับมีขนาดโตกว่าปกติด้วย วิธีป้องกันส่วนใหญ่แล้วต้องทำวัคซีนป้องกันโรคเพล๊กเป็นระยะๆ ตามคำแนะนำของผู้ผลิตวัคซีน สำหรับโรคอหิวาต์เป็ดก็เป็นโรคที่อันตรายอย่างยิ่งโรคหนึ่งของเป็ดเมื่อระบาดจะตายมาก เป็ดที่เป็นโรคระบาดจะตายเร็วไม่ค่อยแสดงอาการให้เห็น วิธีป้องกันก็โดยการฉีดวัคซีนและเมื่อโรคระบาดเกิดขึ้น ก็ใช้ยารักษาก็พอจะช่วยลดความรุนแรงลงได้ด้วยยาประเภทปฏิชีวนะ หรือยาพวกซัลฟาสำหรับสัตว์ตามคำแนะนำขอผู้ผลิต โดยสรุปแล้วด้านโรคก็มีรุนแรงเพียง 3 โรคถ้าหากทำวัคซีนเป็นระยะแรกๆ ไม่ประมาทจะไม่ค่อยมีปัญหาในด้านโรคระบาด พอวางใจได้ดีกว่าสัตว์ปีกประเภทอื่นหลายๆ เท่าตัวทีเดียว

ออฟไลน์ admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 562
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
Re: การเลี้ยงเป็ดเนื้อโป่ยฉ่าย
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2013, 09:37:01 PM »
เป็ดโป๊ยฉ่ายอายุ 8-10 สัปดาห์

    เป็ดโป๊ยฉ่ายอายุ 8-10 สัปดาห์ มีวิธีการเลี้ยงดูเช่นเดียวกับอายุ 3-8 สัปดาห์ จะแตกต่างกันด้านการให้อาหารเท่านั้น ที่แตกต่างกันก็เนื่องมาจากเป็ดอายุ 8-10 สัปดาห์ การเจริญเติบโตจะลดลงและกินอาหารมากขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่าประสิทธิภาพการใช้อาหารลดลงเป็ดจะกินอาหารแต่เติบโตน้อย เป็นการสิ้นเปลืองอาหาร แต่ว่าเป็ดอายุขนาดนี้การเจริญเติบโตของขนก็ยังมีอัตราสูงอยู่ ดังนั้นการเลี้ยงเป็ดในช่วงนี้จึงเลี้ยงเพื่อเอาขนมากกว่าเอาเนื้อ วิธีการเลี้ยงดูก็จะเลี้ยงดูด้วยอาหารให้พอเพียงสำหรับรักษาขนาดและน้ำหนักของเป็ดที่ได้มาตั้งแต่ช่วงแรก และให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย คือไม่ทุ่มเทอาหารให้กินอย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากเป็ดอายุ 8-10 สัปดาห์ จะกินอาหารมาก ดังนั้นเกษตรกรจึงอาจจะนำรำหยาบ หรือแกลบปนเข้าไปให้มีปริมาณมากขึ้น โดยคำนึงว่าอาหารประเภทเยื่อใยอาหารเป็ดนี้มีได้ไม่เกิน 8% ในช่วงนี้อาหารเป็ดบางแห่งนิยมเพิ่มสารอาหารที่มีผลต่อคุณภาพของขนเป็ด เช่น กรดอะมิโนที่มีสารซัลเฟอร์ประกอบอยู่ เช่น กรอเมไธโอนีน หรือไม่ก็เติม lodinated Casien, Zine หรือเพิ่มโปรตีนเข้าไปในอาหารเพื่อหวังผลด้านผลผลิตและคุณภาพขน เมื่อเป็ดอายุได้ 10 สัปดาห์ หรือเป็ดที่ได้ขนาดที่ส่งตลาดได้นั้น เขาสังเกตจากปลายขนปีกเป็ดทั้งสองข้างจดกันที่โคนหางด้านบน เมื่อเป็ดนั้นยืนปกติและปีกทั้งสองข้างแนบลำตัว ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมที่ให้ทั้งขนและเนื้อที่มีปริมาณและคุณภาพสูงสุด

ออฟไลน์ admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 562
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
Re: การเลี้ยงเป็ดเนื้อโป่ยฉ่าย
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2013, 09:38:27 PM »
การฟักไข่เป็ดโป่ยฉ่าย
การฟักไข่เป็ดจะไม่เหมือนกับการฟักไข่ไก่ และปัจจุบันตู้ฟักไข่ที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาดส่วนใหญ่ เป็นตู้ฟักไข่ไก่ เมื่อนำมาฟักไข่เป็ดจึงทำให้เปอร์เซ็นต์การฟักออกต่ำกว่าปกติ และบางครั้ง บางฤดู เช่น ฤดูร้อน หรือฤดูฝน การฟักออกจะไม่ดี มีปัญหามาก อัตราการตายในช่วงสุดท้ายของการฟักไข่สูง หรือไม่ก็เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ามีตายโคมสูง ทั้งนี้เพราะวิธีฟักไข่เป็ดนั้นมีวิธีที่แตกต่างออกไปจากไก่โดยสิ้นเชิง การฟักไข่เป็ดไม่ว่าจะเป็นเป็ดพันธุ์ไข่หรือเป็ดพันธุ์เนื้อ หรือเป็ดเทศสรวมทั้งห่านด้วย มีหลักการคล้ายกัน โดยเฉพาะความชื้นภายในตู้ฟักไข่ต้องสูง 75% หรืออุณหภูมิตุ้มเปียกสูงกว่า 90 องศาเอฟ โดยเฉพาะในช่วง 4 วันสุดท้ายของการฟักความชื้นสูงกว่า 80% หรืออุณหภูมิตุ้มเปียกสูงกว่า 94 องศาเอฟ ทั้งนี้เพราะว่าเป็ด เป็ดเทศ และห่านเป็นสัตว์ที่ชอบเล่นน้ำ อาบน้ำ บางครั้งแม่เป็ดจะลงไปอาบน้ำแล้วกลับเข้ามาฟักไข่ทั้งๆ ที่ขนยังเปียกไม่แห้ง บางวันแม่เป็ดโดยเฉพาะเป็ดเทศจะออกไปเล่นน้ำ อาบน้ำชำระชน ทำความสะอาดขนและกินอาหารเป็นเวลานาน 1-2 ชั่วโมง โดยเฉพาะเมื่อไข่อายุมากๆ หรือไม่เราจะสังเกตเห็นว่าแม่เป็ดจะใช้ปากของมันเกลี่ยไข่ออกมาผึ่งลมเย็นนอกปีกของมัน เมื่อมันผึ่งไข่ออกนอกปีกเป็นเวลานานพอสมควร 20-30 นาที มันก็ใช้ปากของมันดึงไข่เข้ามาไว้ใต้ลำตัวและปีกอีก จะเห็นแม่เป็ดปฏิบัติอย่างนี้ทุกวันๆ ละหลายครั้ง โดยเฉพาะวันที่มีอากาศร้อนมากๆ ซึ่งต่างไปจากแม่ไก่มักจะนั่งฟักไข่อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ลุกออกไปกินน้ำและอาหารเป็นเวลาหลายๆ วัน จนลูกไก่ฟักออกเป็นตัว ดังนั้นการฟักไข่เป็ด ไข่เป็ดเทศ และไข่ห่าน จึงจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

        1.  การคัดเลือกขนาดและรูปร่างของไข่ฟัก  ไข่เป็ดที่ใช้สำหรับฟักควรจะมีขนาดสม่ำเสมอใหญ่เกินไปหรือเล็กเกินไปทำให้การฟักออกไม่ดี ดังนั้นการเลือกไข่เข้าฟักให้สม่ำเสมอสามารถเพิ่มอัตราการฟักออกได้ถึง 5% ขนาดไข่ที่พอเหมาะจะอยู่ระหว่าง 65-75 กรัม ขึ้นอยู่กับพันธุ์เป็ด นอกจากเลือกขนาดไข่แล้วยังจะต้องเลือกรูปร่างของไข่ด้วย ไข่ฟองใดที่มีรูปร่างกลม หรือแหลมเกินไปก็ไม่เอาพร้อมจะต้องเลือกไข่ที่มีเปลือกไม่ขรุขระ ทั้งนี้เพราะว่าเปลือกไข่ทุกฟองจะมีรูเล็กๆ อยู่โดยรอบ เพื่อเป็นที่ระบายอากาศและหายใจของตัวอ่อนก่อนฟักออกเป็นตัว ดังนั้นการฟักออกจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเปลือกไข่ด้วย พร้อมนี้ไข่ฟักทุกฟองจะไม่มีรอยบุบร้าว หรือแตก เพราะนอกจากจะฟักไข่ไม่ออกเลย แล้วยังจะต้องทำให้อากาศภายในตู้เสีย เนื่องจากไข่เน่าอีกทางหนึ่งด้วย

        2.  การเก็บรักษาไข่ก่อนนำเข้าตู้ฟัก  การฟักไข่เป็ดโดยทั่วไปแล้วมักจะรวบรวมไข่ที่เลือกไว้เป็นเวลา 2-7 วัน แล้วจึงนำเข้าตู้ฟัก บางฟาร์มอาจจะเก็บเข้าตู้ฟักทุกๆ 3 วัน หรือทุกๆ 4 วัน ถ้าไข่ฟักมีน้อยไม่มากเกินไปมักจะนำเข้าตู้ฟักทุกๆ 7 วัน ในฟาร์มที่ฟักทุกๆ 3-4 วัน ส่วนใหญ่จะเป็นฟาร์มที่ฟักลูกเป็ดจำหน่ายจำนวนมากๆ เป็นหมื่นๆ หรือแสนๆ ตัวต่อเดือน ดังนั้นเมื่อต้องการเก็บไข่ไว้นานเกินไป 1 วัน เราจำเป็นจะต้องมีวิธีเก็บรักษาไข่ไว้ให้คงสภาพเช่นเดียวกับไข่ที่ออกมาจากก้นแม่เป็ดใหม่ๆ ส่วนเกษตรกรต้องการนำไข่เข้าฟักทุกๆ วัน ก็ไม่จำเป็นจะต้องนำเข้าห้องเก็บไข่ การเก็บไข่รวมไว้เข้าฟักจะต้องเก็บในห้องเก็บไข่ที่สามารถควบคุมความร้อนความชื้นได้ สำหรับอุณหภูมิที่เหมาะสม ก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการเก็บไข่ด้วย นอกจากความร้อนและความชื้นแล้ว ยังจำเป็นจะต้องมีการกลับไข่ทุกๆ วันๆ ละ 1 ครั้ง การกลับไข่อาจจะใช้วิธีเอียงถาดไข่ทั้งถาดให้ได้มุม 80 องศา หรือใช้มือลูกไข่เบาๆ ให้เคลื่อนที่จากที่ๆ ไข่วางอยู่ให้เปลี่ยนที่เพียงเล็กน้อยก็พอเพียง การกลับไข่จะช่วยให้ตัวอ่อนภายในไม่ลอยขึ้นมาติดเปลือกไข่ และทำให้ตัวอ่อนแข็งแรง ช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การฟักออกได้อีกทางหนึ่ง การกลับไข่ทั้งถาดให้เอียง 80 องศานั้น สามารถทำได้โดยใช้ถาดไข่ของตู้ฟักเองวางเป็นชั้นๆ บนโครงเหล็กหรือโครงไม้ที่สามารถให้ถาดใส่ไข่เอียงได้ 80 องศา โดยปกติแล้วเราจะกลับไข่วันละ 1 ครั้ง ก็พอเพียง ต่อไปนี้เป็นอุณหภูมิและความชื้นภายในห้องเก็บไข่ระยะเวลาต่างๆ กัน

                  ตารางที่  2    อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ของห้องเก็บไข่ฟักระยะเวลาต่างๆ กัน

ระยะเวลาเก็บไข่
(วัน)

อุณหภูมิพอเหมาะ   ความชื้นที่เหมาะสม
องศา C   องศา F   องศา C   องศา F
1-3   20   68   75   60
4-7   13-16   55.4-60.8   75   48-53
8-14*   11-12   51.8-53.6   80-88   46-49
14*   11-12   51.8-53.6   80-88   46-49
        3.  การรมควันฆ่าเชื้อโรค  ไข่เป็ดที่ได้คัดเลือกไว้สำหรับฟักทุกๆ ฟองจะต้องทำการรมควันเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่เกาะติดอยู่บนเปลือกไข่ โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียพวก Salmonella ซึ่งเป็นสาเหตุให้ลูกเป็ดตายก่อนเจาะเปลือกไข่ โดยปกติแล้วเราจะทำการรมควันให้เร็วที่สุดหลังจากเป็ดได้ไข่ออกมาแล้ว ทางด้านปฏิบัติเราก็รมควันก่อนที่จะนำไข่เข้าห้องเก็บไข่ ด้านหลังควันที่ใช้รมฆ่าเชื้อโรคจะเป็นควันที่เกิดจากการผสมด่างทับทิมกับฟอร์มาลิน 40% แสดงไว้ในตารางที่ 2 จุดที่สำคัญอย่างยิ่งอีกประการหนึ่งคือห้ามรมควันไข่ที่ฟักไปแล้ว 24-72 ชั่วโมง และเช่นเดียวกันจะไม่รมควัน สำหรับไข่ที่ลูกเป็ดกำลังเจาะเปลือกไข่ออกหรือลูกเป็ดออกจากเปลือกไข่แล้วอย่างเด็ดขาด

        4.  การฟักไข่ระยะแรก 1-24 วัน การฟักไข่เป็ดโดยใช้ตู้ฟักไข่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่แล้วหรือเกือบทั้งหมดจะฟักโดยใช้ตู้ฟักไข่ที่สร้างขึ้นมาใช้สำหรับฟักไข่ไก่ จึงทำให้เป็นเปอร์เซ็นต์การฟักออกของไข่เป็ดต่ำกว่าที่ควรจะเป็น บางครั้งการฟักออกต่ำกว่ามาตรฐานถึง 30% และจะพบปัญหานี้อยู่เป็นประจำ ทั้งนี้เพราะว่าการฟักไข่เป็ดมีความแตกต่างจากการฟักไข่ไก่ สาเหตุใหญ่ๆ เข้าใจว่าไข่เป็ดต้องการอากาศออกซิเจนมากกว่าและในปริมาณที่แน่นอนกว่าไข่ไก่ และไข่เป็ดเปลือกหนากว่าไข่ไก่ ตลอดจนรูเล็กๆ บนเปลือกไข่เป็นจะรูใหญ่กว่าของไข่ไก่ ซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาสำหรับการฟักโดยใช้ตู้ที่ใช้สำหรับฟักไข่ไก่ การฟักไข่ไก่และไข่เป็ดในตู้เดียวกันจะไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเอาเสียเลย

        ปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับฟักไข่เป็ดคือ การควบคุมอุณหภูมิความชื้น การระบายอากาศเสียออกจากตู้ การหมุนเวียนของอากาศออกซิเจน การกลับไข่ และการทำให้ไข่เย็นเป็นระยะๆ ตลอดการฟักไข่ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ถ้าไม่ได้รับการจัดการที่เหมาะสมแล้ว การฟักไข่เป็ดจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

        4.1  อุณหภูมิ อุณหภูมิภายในตู้ฟักไข่นับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งปัจจัยหนึ่งสำหรับการฟักไข่ การตั้งอุณหภูมิผิดจากที่กำหนดในระยะ 1-24 วันแรกของการฟักไข่นั้น จะไม่สามารถแก้ไขให้การฟักออกดีขึ้นได้ การตั้งอุณหภูมิเกินกว่าที่กำหนด 1 องศา C จะทำให้ลูกเป็ดที่ออกมามักมีท้องมานท้องบวมใหญ่และลูกเป็ดจะอ่อนแอโดยทั่วๆ ไปแล้วการสตั้งอุณหภูมิต่ำกว่าที่กำหนดจะมีผลร้ายน้อยกว่าการตั้งอุณหภูมิสูง อุณหภูมิที่เหมาะสมแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ 4 ระยะดังตารางที่ 3

    ตารางที่ 3  ความเข้มข้นและระยะเวลาที่ใช้ในการรมควันฆ่าเชื้อโรคบนเปลือกไข่เป็ดที่ใช้สำหรับฟัก

ชนิดที่ใช้รมควัน   ปริมาตรตู้ฟัก/ตู้อบ
(กรัม)

ด่างทับทิม
(กรัม)

ฟอร์มาลิน
(ซีซี)

เวลา
ไข่ที่เก็บไว้ฟัก   100   60   120   20
ไข่ที่นำเข้าตู้ฟักวันแรก   100   40   80   20
ไข่ที่ฟักไปแล้ว 24 วัน   100   20   40   30
ตู้ฟักไข่ที่ไม่มีไข่   100   60   120   30
อุปกรณ์ต่างๆ   100   60   120   30
        4.2  ความชื้น ความชื้นเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะต้องเอาใจใส่และควบคุมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทั้งนี้เพราะความชื้นเป็นตัวที่กำหนดหรือควบคุมการระเหยของน้ำออกจากไข่ โดยธรรมชาติแล้วน้ำจะระเหยออกจากไข่ทันทีที่ไข่ออกจากก้นแม่เป็ด คุณภาพของไข่เป็ดจึงขึ้นอยู่กับปริมาณของน้ำที่ระเหยออกมากเกินไปจะฟักไม่ค่อยจะออก ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องเอาใจใส่และควบคุมตั้งแต่ระยะเก็บไข่รวบรวมไว้สำหรับฟัก ไปจนถึงขณะที่กำลังฟักอยู่ในตู้ฟักไข่ การระเหยของน้ำออกจากไข่มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องคืออุณหภูมิในอากาศ ความชื้นในอากาศและการหมุนเวียนของอากาศรอบๆ เปลือกไข่ ในระยะเก็บไข่เพื่อรอเข้าตู้ฟักพร้อมๆ กัน จะต้องพยายามรักษาน้ำให้ระเหยออกจากเปลือกไข่น้อยที่สุด โดยการควบคุมความร้อนและความชื้นในอากาศของห้องเก็บไข่ ถ้าเก็บไข่ไว้ 7 วัน ควรจะเก็บไว้ที่อุณหภูมิ 13 องศา C ความชื้น 75% (ตารางที่ 2) ถ้าเก็บไว้ 3-4 วัน อุณหภูมิควรจะเป็น 20 องศา C ความชื้น 75%

        เมื่อไข่อยู่ในตู้ฟักไข่เราก็จะต้องควบคุมความชื้นอย่างใกล้ชิดและเอาใจใส่เป็นพิเศษ ทั้งนี้ เพราะอุณหภูมิของตู้ฟักไข่สูงถึง 99-100 องศา F อุณหภูมิสูงนี้จะทำให้น้ำระเหยออกจากไข่เร็วขึ้น ถ้าความชื้นภายในตู้ต่ำ ดังนั้นจึงต้องปรับความชื้นภายในตู้ให้สูงขึ้นอยู่ระดับ 63%-86% ขึ้นอยู่กับอายุของไข่ฟักระยะต่างๆ ดังตารางที่ 4 การควบคุมความชื้นภายในตู้มีวัตถุประสงค์ที่จะควบคุมขนาดของช่องอากาศภายในให้มีขนาดค่อยๆ กว้างขึ้นจนได้ ขนาด 1 ใน 3 ของไข่เมื่อไข่อายุได้ 27 วัน ถ้าช่องอากาศแคบหรือเล็กเกินไป ตัวอ่อนจะตายและมีน้ำรอบๆ ตัวอ่อนมาก พร้อมนี้ไข่แดงจะไม่ถูกดูดไปใช้จึงเหลืออยู่จำนวนมาก และไข่แดงจะไม่เข้าไปอยู่ในท้องลูกเป็น ถ้าหากช่องว่างอากาศมากเกินไปตัวอ่อนจะแห้งตายและฟักไม่ออกเช่นกัน ดังนั้นการรักษาระดับความชื้นและความร้อนภายในตู้จึงจำเป็นอย่างยิ่ง การเพิ่มความชื้นในทางปฏิบัติเราจะเอาน้ำใส่ถาดขนาดใหญ่และกว้างไว้ใต้ถาดไข่ หรือวางบนพื้นของตู้ฟัก ถ้าหากความชื้นยังไม่พอเพียงเราก็ทำได้โดยการเพิ่มถาดใส่น้ำให้มากขึ้น บางครั้งเราอาจจะต้องวางถาดน้ำถึง 2 ชั้น โดยดัดแปลงถาดใส่ไข่เป็นถาดใส่น้ำ พร้อมกันนี้เราจะต้องปรับช่องอากาศให้เล็กลงอีกด้วย ถึงแม้ว่าความชื้นจะมีผลต่อการฟักออกของไข่เป็ดอย่างยิ่ง แต่ความต้องการของความชื้นภายในตู้ฟักไม่ใช่ว่าจะตรง 100% ตามที่กำหนด แต่ความสูง-ต่ำ ของความชื้นค่อนข้างจะกว้างกว่าอุณหภูมิคือไม่ทำให้มีผลต่อการฟักออกมากนัก ถ้าหากความชื้นผิดไปจากที่กำหนดบ้างเล็กน้อยไม่เหมือนกับความต้องการของอุณหภูมิ ซึ่งผิดไปบ้างเล็กน้อย 0.5-1 องศา F จะมีผลต่อการฟักออกอย่างยิ่ง การที่ความต้องการความชื้นมีช่องห่างระหว่างสูง-ต่ำ ได้พอสมควรนั้น เพราะว่าไข่เป็ดเองมีกลไกที่สามารถควบคุมการระเหยของน้ำได้บางส่วน การควบคุมความชื้นในตู้ฟักจะยิ่งยากมากขึ้นในบางส่วน การควบคุมความชื้นในตู้ฟักจะยิ่งยากมากขึ้นในบางพื้นที่และบางฤดู โดยเฉพาะฤดูที่อากาศมีความร้อนและความชื้นสูง การฟักไข่เป็ดจะต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษและคอยตรวจสอบดูว่าช่องอากาศภายในไข่ได้ขนาดความต้องการหรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็จำเป็นจะต้องมีการปรับความชื้นและช่องระบายอากาศเสียให้เหมาะสมไปพร้อมๆ กัน

                  ตารางที่  4    อุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสมในตู้ฟักไข่เป็ดโป๊ยฉ่าย

ชนิดตู้ฟัก   ระยะที่   อายุไข่   อุณหภูมิ   ความชื้น
ตุ้มแห้ง   ตุ้มเปียก
ตู้ฟัก   1   1-4   100 องศา F   88 องศา F   63
ตู้ฟัก   2   5-12   99 องศา F   90 องศา F    70
ตู้ฟัก   3   13-27   99 องศา F   91 องศา F   75
ตู้ฟัก   4   18-30   98 องศา F   94 องศา F   86
        4.3  การกลับไข่ การกลับไข่โดยธรรมชาติแม่เป็ดจะใช้เท้าและปากเกาะพลิกไข่ให้เคลื่อนที่วันละประมาณ 16 ครั้ง เพื่อให้ตัวอ่อนภายในไข่เคลื่อนที่จากตำแหน่งหนึ่งไปอีกตำแหน่งหนึ่ง ไม่เกาะติดเปลือกไข่จนตาย นอกจากนี้การกลับไข่ยังทำให้ตัวอ่อนใช้อาหารจากไข่แดง ไข่ขาวได้ดียิ่งขึ้น พร้อมกับทำให้มีการแลกเปลี่ยนอากาศเสียที่ตัวอ่อนขับถ่ายออกมากับอากาศภายนอกไข่ได้ดียิ่งขึ้น โดยปกติแล้วตู้ฟักไข่จะออกแบบมาให้มีการกลับไข่โดยอัตโนมัติทุกๆ ชั่วโมง พร้อมกับมีคันโยกเพื่อกลับไข่ด้วยมือได้เมื่อจำเป็นเมื่อเวลาไฟฟ้าดับ การกลับไข่ต้องให้ไข่เอียงได้ 80 องศา ซึ่งต่างไปจากการกลับไข่ไก่ที่ต้องการเพียง 45 องศา และการกลับไข่อย่างน้อยวันละ 5 ครั้ง ถ้าหากกลับไข่น้อยกว่า 5 ครั้ง ภายใน 24 ชั่วโมง จะทำให้การฟักออกต่ำ การกลับบ่อยครั้งไม่มีปัญหาแต่เกินความจำเป็นเสียเวลาและค่าใช้จ่าย

        4.4  การระบายอากาศ การระบายอากาศและการหมุนเวียนของอากาศภายในตู้มีความสำคัญเช่นเดียวกับอุณหภูมิและความชื้น ทั้งนี้เพราะในระหว่างการฟักไข่นั้นตัวอ่อนและลูกเป็ดภายในไข่ จะต้องมีการหายใจและถ่ายเทอากาศเสียออกมาจากไข่ โดยเฉพาะอากาศคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่เกิดจากการหายใจของตัวอ่อน ในระยะต้นๆ ของการฟักไข่ที่ตัวอ่อนอายุไม่มากและตัวไม่โต การหายใจถ่ายเทอากาศเสียยังไม่มากนักยังไม่มีปัญหาเท่าไร แต่ว่าเมื่อตัวอ่อนเติบโตขึ้น การหายใจยิ่งมีปัญหามากขึ้นเป็นทวีคูณ โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายชองการฟักอายุ 27-30 วัน ตัวอ่อนใกล้จะเจาะเปลือกไข่ยิ่งจะหายใจถ่ายอากาศคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาก และต้องการอากาศออกซิเจนมากจึงต้องเปิดช่องอากาศออก และช่องอากาศเข้าให้กว้างขึ้น แต่จะต้องรักษาความชื้นให้ได้ใกล้เคียงตามที่ต้องการ นอกจากนี้ยังจะต้องพิจารณาด้วยว่าอากาศภายในโรงฟักไข่ก็จะต้องมีการระบายอากาศได้ดีอีกด้วย เพราะว่าการถ่ายเทอากาศเสียภายในตู้ออกมาข้างนอกเป็นการแลกเปลี่ยนอากาศซึ่งกันและกัน ระหว่างข้างนอกและข้างในตู้ ดังนั้นถ้าอากาศนอกตู้ไม่ดีมีคาร์บอนไดออกไซด์มาก อากาศเสียในตู้ฟักก็เหมือนกับไม่ได้ถูกระบายออก เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างอากาศเสียกับอากาศเสีย

        4.5  การฉีดน้ำบนไข่ฟัก  ในการฟักไข่เป็ดนั้นเราพบว่าการฉีดพ่นน้ำลงไปบนไข่ที่มีอายุตั้งแต่ 14-24 วัน ในไข่เป็นพันธุ์ไข่ธรรมดา และ 14-27 วันในไข่เป็ดโป๊ยฉ่ายจะทำให้การฟักออกสูงขึ้นกว่าไม่ได้พ่นน้ำและนอกจากนี้การฉีดน้ำเย็น และสะอาดบนไข่ทุกๆ วันๆ ละ 1 ครั้ง ยังทำให้ตัวอ่อนพายในไม่มีการเจริญเติบโตและแข็งแรงอีกด้วย เหตุผลที่แท้จริงไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่มีการรายงานและค้นคว้าจากนักวิชาการหลายๆ ท่านพบว่าการฉีดน้ำหรือเรียกว่าการให้ไข่ฟักเย็นลงเป็นระยะๆ นั้น ทำให้เนื้อเยื่อที่ห่อหุ้มตัวอ่อนเข้ามาสัมผัสกับผิวของเปลือกไข่มากยิ่งขึ้น จึงทำให้ลูกเป็ดหรือตัวอ่อนเจริญเติบโตดีและแข็งแรง พร้อมทั้งมีแรงสำหรับเจาะเปลือกไข่มากยิ่งขึ้น

        อย่างไรก็ดีแม้ว่าการฉีดน้ำเป็นฝอยๆ ลงบนไข่ก็มีข้อเสียอยู่มากเช่นกัน ถ้าหากไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง และคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ การฉีดน้ำทำให้บรรยากาศภายในตู้ฟักไข่เหมาะที่พวกจุลินทรีย์ต่างๆ เจริญเติบโต โดยเฉพาะจุลินทรีย์ที่ปะปนมากับน้ำ เมื่อพ่นลงไปบนเปลือกไข่แล้วจุลินทรีย์นี้จะเจริญเติบโตและเจาะลึกลงไปในไข่ทำลายตัวอ่อนให้ตายฟักไม่ออกได้ ดังนั้นน้ำที่ใช้พ่นจึงต้องเป็นน้ำที่ผสมยาฆ่าเชื้อหรือด่างทับทิมอยู่ในปริมาณที่แนะนำโดยผู้ผลิต ในด้านปฏิบัติการฉีดน้ำจะทำวันละครั้ง ในช่วงเวลาใดก็ได้ที่เห็นว่าความชื้นในอากาศต่ำกว่าเวลาอื่นๆ ก่อนฉีดเราจะต้องเปิดฝาตู้ฟักออกให้กว้างเต็มที่ปล่อยให้พัดลมตู้ฟักทำงานปกติ แต่ปิดสวิชไม่ให้ลวดร้อนทำงาน เปิดทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง จนไข่ลดอุณหภูมิลงมาเท่ากับอุณหภูมิภายนอกทดสอบได้จากการเอาไข่แตะบนหนังตาของเราจะไม่รู้สึกร้อน ที่จุดนี้เป็นจุดที่จะทำการพ่นน้ำให้เป็นละอองฝอยๆ บนไข่ทุกๆ ถาดจากด้านบนลงมาด้านล่าง ปริมาณน้ำที่ใช้ประมาณ 5-8 ลิตรต่อไข่ 10,000 ฟอง เมื่อฉีดน้ำแล้วจะต้องปล่อยให้ตู้ฟักเดินพัดลมและเปิดประตูไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง จนกว่าน้ำบนเปลือกไข่จะแห้ง และเรานำไข่มาแตะที่หนังตาจะรู้สึกเย็นเลยทีเดียว ที่จุดนี้เราก็ปิดตู้ฟักไข่และเปิดลวดร้อน เดินเครื่องเป็นปกติต่อไปจนถึงวันพรุ่งนี้และวันต่อๆ ไป จนไข่อายุครบ 24 วัน และ 27 วัน สำหรับเป็ดไข่และเป็ดโป๊ยฉ่าย

        ในกรณีที่บางฤดูความชื้นในอากาศสูง หรือวันที่มีฝนตกอากาศชื้นเราก็ไม่จำเป็นจะต้องพ่นหรือฉีดน้ำ เป็นแต่เพียงเปิดตู้ปิดสวิชลวดร้อน และเปิดพัดลมให้เดิน เพื่อให้ไข่เย็นวันละ 1-2 ชั่วโมงก็พอ ข้อแนะนำอีกประการหนึ่ง คือไม่ควรที่จะฉีดหรือพ่นน้ำจนให้โชคหรือมากเกินไป จะทำให้ความชื้นสูงเกินกว่าระดับที่ตัวอ่อนและลูกเป็ดต้องการ และจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี

        5.  การฟักไข่ระยะสุดท้าย (28-30 วัน) การฟักไข่เป็ดโป๊ยฉ่ายระยะ 3 วันสุดท้าย จะต้องฟักในตู้อีกตู้หนึ่งต่างหากที่เราเรียกว่า ตู้เกิด ทั้งนี้เพราะว่าการจัดการการฟักไข่ ความต้องการอุณหภูมิ และความชื้นแตกต่างไปจากระยะ 27 วันแรก ระยะนี้ต้องการอุณหภูมิต่ำกว่าระยะแรก 1 องศา F หรือเท่ากับ 98 องศา F ที่ต้องการต่ำเนื่องจากว่าระยะ 3 วันหลังนี้ ตัวอ่อนได้เจริญเติบโตมากและสมบูรณ์พร้อมที่จะเจาะเปลือกไข่ออกมาดูโลกภายนอก ระยะนี้ลูกเป็ดจึงต้องมีการหายใจและเกิดความร้อนขึ้นภายในตัวของมันเองได้ และความชื้นจะยิ่งมากขึ้น เมื่อลูกเป็ดเจาะเปลือกออกมาแล้วยิ่งลูกเป็ดเจาะออกมามากความร้อนยิ่งมากเป็นเงาตามตัว ดังนั้นในบางครั้งความร้อนในตู้เกิดจะสูงเกินกว่าที่ตั้งเอาไว้ทั้งๆ ที่ลวดร้อนหรือฮิ้ทเตอร์ไม่ทำงาน ถ้าหากตู้เกิดไม่สามารถควบคุมความร้อนเกินนี้ได้ จะทำให้ลูกเป็ดฟักออกมีเปอร์เซนต์ลดลงถึง 20% ถ้าหากความร้อนเกิน 1.7 องศา C หรือ 3 องศา F และจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ถ้าอุณหภูมิสูง 103 องศา F ดังนั้นถ้าตู้เกิดรุ่นใหม่ๆ จะมีอุปกรณ์ที่ช่วยพัดเป่าลมเย็นจากภายในห้องฟักไข่เข้าไปลดความร้อนในตู้เกิดขณะที่อุณหภูมิเกิน พร้อมกันนี้ก็จะเป่าไล่อากาศเสียที่เกิดจากลูกไก่ออกไปจากตู้อีกด้วย ส่วนตู้ที่ไม่มีอุปกรณ์เป่าลมเย็นก็สามารถลดความร้อนในตู้ลงได้ โดยการเปิดช่องอากาศเสียและช่องอากาศดีให้กว้างขึ้นจนได้อุณหภูมิและความชื้นที่ต้องการ

        ความชื้นในระยะ 3 วันสุดท้ายของการฟักไข่เป็ดโป๊ยฉ่าย นับว่าสูงมาก คือต้องการความชื้นสัมพัทธ์ 86% หรือเท่ากับอุณหภูมิของตุ้มเปียก 94 องศา F ความชื้นสูงระดับนี้นับว่าเป็นการยากมากเพื่อจะเพิ่มให้สูงได้ นอกจากว่าเราจะต้องเพิ่มถาดใส่น้ำให้มากขึ้น บางทีถาดใส่น้ำอาจจะต้องใส่ถึง 2-3 ชั้น เพื่อให้ความชื้นได้ระดับ และเมื่อความชื้นได้รับแล้วห้ามเปิดฝาตู้ฟักไข่อย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้ความชื้นลดลงอย่างรวดเร็ว จะทำให้ลูกเป็ดที่กำลังจะออกเป็นตัวแห้งติดเปลือกไข่ตายในที่สุด ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงนิดเดียวก็ไม่ควรปฏิบัติถ้าหากไม่จำเป็นจริงๆ ทั้งนี้เพราะว่าเมื่อความชื้นลดลงแล้วกว่าจะให้ตู้ทำงานให้ได้ความชื้นสูงระดับเดิมนั้น จะต้องใช้เวลานานมากและมากกว่าการเพิ่มอุณหภูมิ

        การฟักไข่ในระยะสุดท้ายนี้ มีข้อแตกต่างจากระยะแรกอีกประการหนึ่งคือ จะไม่มีการกลับไข่ แต่จะปล่อยให้นอนนิ่งอยู่บนถาดไข่เพื่อให้ลูกเป็ดเจาะเปลือกไข่ออกได้สะดวก ทั้งนี้เพราะว่าในช่วงที่ลูกเป็ดพยายามเจาะเปลือก ลูกเป็ดจะดิ้นทำให้ไข่กลิ้งไปมาเพื่อให้ได้มุมที่สามารถทำให้เปลือกไข่แตกออกมาได้ ฉะนั้นในการใส่ไข่ในถาดก็ไม่ควรให้ไข่แน่นจนเกินไป ควรมีช่องว่างให้ห่างเล็กน้อย

        เนื่องจากการฟักไข่ระยะหลัง 3 วันสุดท้าย มีความแตกต่างจากการฟักไข่ในช่วงแรกอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นจึงใคร่แนะนำให้มีการแยกตู้ฟักกันคนละตู้ หรืออยู่ในตู้เดียวกันแต่กั้นห้องแยกจากกันจะให้ผลดีที่สุด

ออฟไลน์ admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 562
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
Re: การเลี้ยงเป็ดเนื้อโป่ยฉ่าย
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2013, 09:39:17 PM »
พันธ์และการผสมพันธ์
เป็ดโป๊ยฉ่ายเป็นเป็ดที่เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างเป็ดเทศตัวผู้กับเป็ดพันธุ์ไข่ หรือพันธุ์เนื้อทั่วๆ ไป ลูกผสมที่เกิดมาจะเป็นหมัน ไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ เนื่องจากว่าเป็ดเทศและเป็ดพันธุ์ไข่หรือเป็ดพันธุ์เนื้อทั่วๆ ไป เป็นคนละสกุล (genus) จึงมีจำนวนโครโมโซมไม่เท่ากัน ลูกผสมที่ได้จึงเป็นหมันไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ แต่เหมาะที่จะเป็นเป็ดเนื้อเพราะว่าลูกผสมมีการเจริญเติบโตสูงกว่าเป็ดพื้นเมือง หรือเป็ดพันธุ์ไข่ทั่วๆ ไป สำหรับเป็ดเทศพันธุ์แท้ๆ นั้น ตัวของมันเองมีการเจริญเติบโตสูงแต่มีข้อจำกัดคือ ตัวเมียมีไข่ไม่มากปีละ 60-70 ฟอง ไม่เหมาะที่จะทำเป็นกิจการใหญ่โต หรือทำเป็นการค้าแต่ว่าถ้าใช้เป็ดเทศเป็นสายพ่อพันธุ์ และใช้แม่พันธุ์พื้นเมืองของเราแล้วจะผลิตลูกผสมออกได้พอกับความต้องการของตลาดได้

        เป็ดโป๊ยฉ่าย (Mule Duck) ในประเทศไทยเรามีการผลิตและเลี้ยงกันมาก่อนตั้งแต่นมนานมาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผลิตและผสมพันธุ์โดยชาวจีน เพราะการเลี้ยงเป็ดโป๊ยฉ่ายเป็นเทคโนโลยีของชาวจีนแผ่นดินใหญ่มาตั้งแต่โบราณเป็นพันปีมาแล้ว การเลี้ยงเป็ดโป๊ยฉ่ายในบ้านเราก็อยู่ในแถบจังหวัดนครปฐม อ่างทอง สิงห์บุรี สมุทรสงคราม และสมุทรปราการ โดยเฉพาะแถบจังหวัดนครปฐมจะมีมากกว่าจังหวัดอื่นๆ แต่การผลิตลูกยังมีข้อจำกัด เพราะยังไม่ทราบเทคนิคการผลิต และการเลี้ยงดูที่ถูกวิธี โดยเฉพาะวิธีผสมเทียมยังไม่ได้นำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ข้อกำจัดนี้จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เราไม่สามารถผลิตลูกเป็ดโป๊ยฉ่ายได้มากตามความต้องการทั้งนี้ เพราะว่าการผสมพันธุ์ระหว่างเป็ดเทศตัวผู้กับตัวเมียเป็นไปด้วยความลำบาก การผสมติดต่ำ เพราะว่าเป็ดเทศพ่อพันธุ์มีขนาดและน้ำหนักใหญ่กว่าตัวเมีย ถึง 45-50% ทำให้การขึ้นผสมของตัวผู้ลำบาก จึงทำให้การผสมติดต่ำ ถ้าหากได้มีการนำวิธีการผสมเทียมมาใช้จะสะดวกรวดเร็ว และขยายพันธุ์ได้มากเป็นหมื่น เป็นแสนๆ หรือล้านตัวก็ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

        ในจีน ไต้หวัน เขาผลิตเป็ดโป๊ยฉ่ายโดยการผสมพันธุ์เป็น 3 สายพันธุ์ ขั้นแรกเราจะผลิตเป็น 2 สายพันธุ์ ระหว่างพ่อพันธุ์เป็ดปักกิ่งผสมกับเป็ดพื้นเมืองพันธุ์ไข่ ชื่อ ไชยา ก่อนแล้วใช้เป็ด 2 สายพันธุ์นี้เป็นฝ่ายแม่ เพื่อผสมกับเป็ดเทศสีขาวตัวผู้ ลูกที่เกิดมาจะเป็ดเป็ดโป๊ยฉ่ายขนสีขาว และนำไปเลี้ยงเป็นเป็ดเนื้อ และขายขนไปพร้อมๆ กัน

        ต่อไปนี้จะเป็นแผนการผสมพันธุ์ และลักษณะการเจริญเติบโตประสิทธิภาพการใช้อาหารของเป็ดโป๊ยฉ่ายใต้หวัน (ตารางที่ 5)

ตารางที่  5    แสดงการเจริญเติบโต ปริมาณอาหารที่กิน ประสิทธิภาพการใช้อาหารของเป็ดโป๊ยฉ่ายของจีน ไต้หวัน เป็นลูกผสม 2 สาย และ 3 สายพันธุ์

อายุและระยะเวลา   น้ำหนักเพิ่ม   จำนวนอาหารที่กิน   อัตราการแลกเนื้อ
2 สาย   3 สาย   2 สาย   3 สาย   2 สาย   3 สาย
(กรัม/ตัว/ระยะเวลา)   (กรัม/ตัว/ระยะเวลา)   (กรัม/ตัว/ระยะเวลา)
ระยะแรก                       
0-3   750   640   1,274   1,150   1.70   1.80
ระยะที่ 2                       
3-6 สัปดาห์   1,362   1,055   3,265   1,150   2.40   2.93
6-9 สัปดาห์   860   950   3,504   3,383   4.07   3.88
9-10 สัปดาห์   205   128   1,490   3,686   7.27   8.09
3-10 สัปดาห์   2,427   2,233   8,259   8,105   3.40   3.63
0-10 สัปดาห์   3,177   2,873   9,533   9,255   3.00   3.22
หมายเหตุ  -  เป็ดโป๊ยฉ่ายลูกผสม 2 สาย เป็นการผสมระหว่างเป็ดเทศตัวผู้กับเป็ดปักกิ่งตัวเมีย

                 -  ลูกผสม 3 สายเกิดจากเป็ดเทศตัวผู้ผสมกับเป็ดไคยาตัวเมีย

ตารางที่  6    การเจริญเติบโต ปริมาณอาหารที่กินต่อวัน และต่อสัปดาห์ของเป็ดโป๊ยฉ่ายที่เกิดจากการผสมของเป็ดเทศสีขาว และเป็ดปักกิ่งของกรมปศุสัตว์ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ สุราษฏร์ธานี

อายุเป็นสัปดาห์   น้ำหนักมีชีวิต   จำนวนอาหารที่กิน   อัตราแลกเนื้อ
(กรัม/ตัว)   กรัม/ตัว/วัน   กรัม/ส.ป./ตัว   (ก.ก./ก.ก.)
1   132   15   107   0.81
2   307   33   229   1.09
3   529   66   464   1.51
4   783   63   443   1.59
5   933   107   750   2.14
6   1,200   119   833   2.36
7   1,400   150   1,050   2.77
8   2,050   179   1,250   2.50
9   2,083   143   1,000   2.94
10   2,125   238   1,667   3.66
เฉลี่ย   2,125   111   779   3.66
        ตารางที่  6    เป็นเป็ดโป๊ยฉ่ายของศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์สุราษฎร์ธานี ที่ทำการผสมระหว่างเป็ดเทศพ่อพันธุ์สีขาวกับเป็ดปักกิ่งของกรมปศุสัตว์ เมื่อปี พ.ศ. 2532 โดยทำการเลี้ยงด้วยอาหารผสมชนิดผงมีโปรตีน 18% เมื่ออายุ 0-4 สัปดาห์ แล้วจึงเปลี่ยนเป็นอาหารชนิดเดียวกัน แต่มีโปรตีน 16% เมื่ออายุ 5-10 สัปดาห์ จากข้อมูลผลการทดลองดังกล่าวข้างต้น และเห็นว่าเป็ดโป๊ยฉ่ายของกรมปศุสัตว์มีศักยภาพที่จะทำการพัฒนาไปได้อีกมาก โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะส่งตลาดได้ภายในอายุต่ำกว่า หรือเท่ากับ 8 สัปดาห์ เพราะว่าเมื่อเป็ดโป๊ยฉ่ายพันธุ์นี้มีอายุระหว่าง 9-10 สัปดาห์ เป็ดจะกินอาหารมากแต่มีอัตราการเจริญเติบโตต่ำ  ถ้าพัฒนาพันธุ์ให้สามารถส่งตลาดได้ภายในเวลา 8 สัปดาห์ แล้วจะได้กำไรมากอันเนื่องมาจากเป็ดกินอาหารน้อยแต่ได้น้ำหนักมาก การวิจัยและพัฒนาควรจะเน้นในด้านเพิ่มปริมาณเนื้อแดงให้มากขึ้นแทนการเพิ่มโครงกระดูก หรือไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งขณะนี้กรมปศุสัตว์กำลังทำการวิจัยและพัฒนาพันธุ์เป็ดชนิดนี้อยู่ หากเกษตรกรมีความสนใจต้องการนำพันธุ์และวิธีการผลิตลูกเป็ดโป๊ยฉ่ายกรมปศุสัตว์ โดยกลุ่มงานสัตว์ปีก กองบำรุงพันธุ์สัตว์ ยินดีที่จะให้การสนับสนุนด้านพันธุ์และวิชาการแนะนำ

        ต่อไปนี้เป็นข้อมูลต้นทุนการผลิตเป็ดพันธุ์เนื้อของเกษตรกรของประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2532 (ตารางที่ 7) จะเห็นว่าต้นทุนการผลิตเป็ดพันธุ์เนื้อ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นค้าลูกเป็ด โดยเฉพาะเป็ดพันธุ์ปักกิ่ง และเป็ดโป๊ยฉ่าย อย่างไรก็ดีเป็ดโป๊ยฉ่ายยังกำไรให้สูงกว่าเป็ดพันธุ์ปักกิ่ง ทั้งนี้เพราะต้นทุนค่าอาหารต่ำกว่าเป็ดปักกิ่ง

ตารางที่  7    ต้นทุนการผลิตเป็ดเนื้อพันธุ์ปักกิ่ง ลูกผสมพื้นเมืองและเป็ดโป๊ยฉ่ายของประเทศไทย ปี 2532

รายการ   ปักกิ่ง   พันธุ์เป็ดเนื้อ   เฉลี่ย
ลูกผสมพื้นเมือง   โป๊ยฉ่าย
ต้นทุนการผันแปร   68.55   24.40   63.32   52.32
ลูกเป็ด   13.55   1.53   15.37   10.15
อาหาร   52.20   21.73   19.50   39.47
แรงงาน   0.95       0.90   0.93
ป้องกันโรค   1.35   0.50   0.85   0.90
สาธารณูปโภค   0.12   0.10   0.18   0.13
ค่าเสียโอกาส   1.05   0.50   1.45   1.00
ต้นทุนคงที่   0.70   0.27   0.35   1.95
รวมต้นทุนการผลิต/ตัว   69.93   24.67   63.70   52.78
ต้นทุน/น.น.มีชีวิต 1 ก.ก.               
ต้นทุนการผันแปร   23.75   14.22   22.13   20.02
รวมต้นทุน   24.00   14.40   22.25   20.23
ราคาหน้าฟาร์ม   28.20   20.65   27.65   25.50
น.น.มีชีวิตเฉลี่ย (ก.ก./ตัว)   67.00   42.75   71.50   60.43
ระยะเวลาขุนเป็ด (วัน)   60   80   90   77
กำไรสุทธิ/ก.ก.   4.20   6.25   5.40   5.27

ออฟไลน์ admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 562
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
Re: การเลี้ยงเป็ดเนื้อโป่ยฉ่าย
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2013, 09:40:53 PM »
ความต้องการทางอาหาร
เดี๋ยวตดเอาไว้ก่อน.....เดี๋ยวนำมาลงให้ครับ